Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 28, 2009

RFC

1. การบรรยายของวิทยากรรับเชิญท่านใดที่ชอบมากที่สุด พร้อมเหตุผล

วิทยากรรับเชิญทุกท่านที่อาจารย์เชิญมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ให้กับพวกเราล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คับคั่งไปด้วยคุณภาพทางความคิดและสติปัญญา แต่ละคนจะมีบุคคลิกภาพส่วนตัวที่แตกต่างและสไตล์การพูดที่ไม่เหมือนกันเลย สำหรับผมแล้ว ผมชอบการบรรยายของอาจารย์ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มากที่สุด

ในสายตาของผม อาจารย์เป็นชายชราผู้ใจดี เวลาที่อาจารย์มาสอน ท่านดูจะให้ความเมตตาเอ็นดูแก่ผู้ที่มาขอความรู้เป็นอย่างมาก ทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนดูอบอุ่น และน่าติดตาม นอกจากนี้ ด้วยความที่ผมเป็นเด็กที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์มามาก การให้เหตุผลและข้อสมมติฐานจากอาจารย์แต่ละอย่าง ล้วนแล้วแต่มีที่มาบนหลักของเหตุและผล พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ ผมจึงชอบสไตล์การพูดของอาจารย์เป็นพิเศษ

สิ่งที่อาจารย์พยายามสื่อถึงทุกคนตลอดเวลา คือให้มีสติ ในการที่จะคิดแก้ไขปัญหาทุกอย่าง สิ่งนี้เป็นหลักการที่คนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ทำได้ทั้งสิ้น

อาจารย์มีความเข้าใจในพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างดี ทำให้เนื้อหาที่อาจารย์จัดมาตอบสนองต่อเรื่องที่ผู้เรียนอยากรู้ ทำให้เนื้อหามีความน่าติดตาม อีกอย่างที่ผมชอบคือ อาจารย์ชอบนำเข้าสู่เรื่องที่จะพูดด้วยนิทาน หรือเรื่องเล่า สิ่งนี้ก็เป็นสเนห์ส่วนตัวของอาจารย์ในการดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้เป็นอย่างดี

2. เนื้อหาการบรรยายของ อ. ธงชัยที่ผมชอบมากที่สุด

สำหรับผม ผมชอบวันแรกที่เรียนกับอาจารย์ครับ เรื่องการสอนให้เรารู้จักตัวเอง เรื่องผู้นำสี่ทิศ วันแรกอาจารย์เตรียมการ์ดที่เป็นสื่อมาให้พวกเราได้ใช้ในกิจกรรมในห้องด้วย ผมรู้สึกว่าเป็นเนื้อหาที่เหมาะสม การจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง เราต้องรู้จักสิ่งๆนั้นก่อน เรียนวิชานี้ ก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน ผมรู้สึกว่า อาจารย์จัดลำดับเนื้อหาที่สอนในแต่คาบได้เป็นลำดับดีครับ เรียนไปเรื่อยๆแล้วไม่งง ไม่รู้สึกว่าไร้ทิศทาง หรือจับต้นชนปลายไม่ถูก สรุปว่า แค่วันแรกก็เกิด First Impression ให้รู้สึกอยากติดตามเนื้อหาในวันต่อๆไปจริงๆครับ

3. เนื้อหาสามเรื่องต่อไปนี้ที่ผมอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญมากที่สุด

ลำดับแรกคงต้องเป็นเรื่อง “การเจริญสติและสมาธิ” เพราะเป็นรากฐานของการคิดการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตของเราทั้งสิ้นครับ ผมอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเป็นคนที่มี “สติและสมาธิ” ดีแล้ว ยังได้ถ่ายทอดเรื่องดีๆสู่คนอื่นๆอีกด้วย ลำดับต่อมาผมขอเชี่ยวชาญด้าน

A Millionaire’s Mind” เรื่องนี้จะทำให้ผมพบอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องคิดหรือกังวลเรื่องการใช้จ่าย จะได้เอาเวลาไปคิดตอบแทนสังคม หรือทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กับคนหมู่มาก ผมฝันว่าจะมีมูลนิธิเป็นของตัวเอง คอยช่วยโลกจากปัญหาโลกร้อนครับ ส่วนเรื่องสุดท้ายที่อยากเลือก คือ “EEครับ ความเป็นเลิศทางด้านอารมณ์จะทำให้ผมเป็นคนที่มีคนรัก คนเคารพ และมีความสัมพันธ์อันดีต่อคนรอบข้าง ชีวิตผมคงจะมีความสุขน่าดู จริงๆแล้วก็อยากได้ความเชี่ยวชาญในทุกๆด้านเลยนะครับ แต่โจทย์ให้แค่สามด้านเอง น่าเสียดาย

4. การนำเนื้อหาจากวิชานี้ไปประยุกต์ใช้

ขออุทิศเนื้อที่หนึ่งหน้าเต็มสำหรับคำถามข้อนี้เลยนะครับ ผมอยากบอกอาจารย์ว่า เนื้อหาทุกเรื่องในวิชานี้ต่างก็สามารถนำไปใช้ในชีวิตของผมได้หมดเลยครับ

เรื่องเกี่ยวกับสมอง ความจำ การที่เราได้เข้าใจกลไกการทำงาน และวิธีการใช้สมองให้เกิดประโยชน์เต็มศักยภาพ มันทำให้ผมพยายามที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ดีขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่า “เรามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้” หลายครั้งที่จิตใจไม่จดจ่อกับความคิดใดความคิดหนึ่ง ผมก็พยายามจะโฟกัส เอาเทคนิคการฝึก “เจริญสติ สมาธิ” โดยการกำหนด “ลมหายใจ” มาใช้ครับ ได้ผมดีมาก แถมเอามาใช้ตั้งสติเวลาโกรธได้ด้วย เทอมนี้ผมอาละวาดคนน้อยลงมากๆ

เรื่องที่ทำเป็นประจำทุกวันนี้คือการบริหารจัดการการเงินครับ ผมเป็นคนที่หาเงินเก่ง ขยันรับจ๊อบ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยมีเงินเก็บ หลังจากได้เปลี่ยน mind set ชุดใหม่ แล้วใช้เทคนิคเก็บเงิน “ห้าตะกร้า” ก็เริ่มมีเงินก้อนครับ ตอนนี้กำลังเป็นช่วงสร้างวินัยทางการเงินเลยครับ ผมว่ามันดีมากยิ่งเราต้องเริ่มทำงาน รับผิดชอบชีวิตตัวเองกันจริงๆจังๆแล้ว มีประโยชน์มากครับ

เรื่องการนำเสนอ ผมไม่ได้เข้าเรียน แต่เอาชีทอาจารย์มาอ่าน แล้วก็นำมาปรับปรุงสไลด์ที่จะไปนำเสนอซีเนียร์โปรเจค อาจารย์กรรมการบอกว่า “ทำพรีเซนเทชั่นได้ดีมาก” ตอนนี้ผมสนุกแล้วก็มีความสุขกับการทำ PowerPoint มากกว่าแต่ก่อนมาก ที่ทำไปก็กลัวไป ว่าจะออกมาไม่ดี ควบคุมเวลาไม่ได้

เรื่องมายด์แมปนี่เอามาใช้ก่อนสอบครับ จริงๆก็เริ่มใช้มาตั้งแต่เรียน Creativity ในเทอมที่แล้วที่ไปฟังคุณหนูดีพุดมาครับ ทำให้จำอได้ดีขึ้นจริงๆ

สรุปแล้วนะครับ สิ่งที่วิชานี้สอนส่วนใหญ่ เป็นทักษะชีวิตที่เราจะหาเรียนได้ยากในรั้วมหาวิทยาลัยครับ

5. คิดอย่างไรกับการสอบทักษะของเล่นที่ใช้ความคล่องแคล่วของมือ


ผมคิดว่าการเชิญชวนให้นิสิตฝึกเล่น และใช้เวลาว่างในการเล่นของเล่นเหล่านี้ ต่างให้ผลดีตามที่เราได้เรียนรู้ไป แต่ผมไม่ค่อยชอบให้มีการสอบเลยครับ ยกตัวอย่างกรณีของผม ผมเป็นคนที่ไม่มีทักษะอะไรแบบนี้เลย เล่นกีฬาผมก็ไม่เก่ง โยนของให้เพื่อน ยังโยนเลยบ้าง ไม่ถึงบ้าง อย่างของเล่นที่ผมเลือก ที่พอเล่นได้ก็มี Juggling ครับ ตอนซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ (ซ้อมกันสามเดือนนะครับ) เวลาว่างก็เอามาโยนซ้อมเล่นๆครับ แต่เชื่อไหมครับ ของแบบนี้ผมก็ไม่เข้าใจ ผมเล่นมาฝึกมาตั้งนาน โยนๆได้ท่าเดียว แถมยังโยนแล้วแปปเดียวก็หล่น แต่น้องหลีดหลายคน ทั้งๆที่จับเป็นครั้งแรก แต่ฝึกเล่นไม่กี่ครั้ง โยนเก่งกว่าผมอีก ผมเลยค่อนข้างวิตกกับการเล่นของเล่นที่ต้องมีการสอบพอสมควรครับ เวลาฝึกก็พยายามคิดว่าเล่นไปเรื่อยๆเถอะ อย่าคิดถึงการสอบ ก็พอช่วยได้บ้าง แต่ผมก็ยังเล่นไม่ได้เรื่องอยู่ดีครับ สรุปแล้วผมว่าอย่าซีเรียสกับการสอบจะดีกว่าครับ


6. อยากเชิญวิทยากรด้านไหนมาบรรยายเพิ่มเติมอีก

เนื้อหาที่ผมอยากเรียนเพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะเป็นทักษะที่อยากพัฒนาเพื่อเอาไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงตอนที่เราจบการศึกษาแล้วไปทำงานนะครับ อันดับแรกคือทักษะทางภาษา การเขียนเรซูเม่ การสัมภาษณ์ การฝึกพูด ฝึกอ่าน อยากรู้เทคนิคจะได้นำมาพัฒนาตัวเองในด้านเหล่านี้อีกครับ

ที่อยากให้มีอีกคงเป็นแนวค่ายสมาธิครับ อยากลองดูว่าถ้าตั้งใจจะทำตรงนี้แล้วทำสักสองหรือสามวัน จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับเราบ้าง

เรื่องที่สาม อยากให้อาจารย์เชิญวิทยากรด้านการบริหารจัดการการเงินมาครับ เพราะพอเราจบไปเริ่มทำงาน เราก็จะต้องเริ่มยุ่งเกี่ยวกับภาษี รายได้ รายจ่าย เรื่องของเงินๆทองๆที่ควรจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ จะได้นำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้เลยทันทีที่พวกเราจบ


7. หนึ่งคำถามหนึ่งคำตอบที่อยากจะถามและตอบ

ท่านจะเชิญชวนรุ่นน้อง หรือคนรุ่นต่อๆไปให้สนใจมาลงเรียนวิชานี้อย่างไรบ้าง

สิ่งที่ทำให้คนสนใจมาเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ถ้าเป็นคนที่มีวุฒิภาวะ คงจะไม่มองเรื่องความยากง่ายของการได้มาซึ่งเกรดที่ตนปรารถนาเป็นอันดับแรกนะครับ เขาคงจะมองว่า วิชานี้ให้อะไรกับเขาได้บ้าง คุ้มไหมกับเวลาที่เขาจะลงทุนจ่ายไปนั่งเรียน นั่งฟัง หรือทำกิจกรรมในชั้นเรียน

เนื้อหาของวิชานี้ ถ้าเป็นคนที่สนใจในการพัฒนาตัวเอง คงไม่อยากที่จะพลาดแม้แต่เรื่องเดียว ผมคงเข้าไปคุยให้เขาฟังว่า ผมเคยได้เรียนรู้เรื่องอะไร กับวิทยากรท่านใดมาบ้าง เพราะวิทยากรที่อาจารย์เชิญมาบางท่านก็เป็นคนที่มีชื่อเสียง หลายคนฟังก็นึกใบหน้าออกทันที และบางคนก็ปลื้มวิทยากรอยู่ ก็อาจเป็นสิ่งดึงดูดให้เขามาลงเรียนวิชานี้

ผมก็จะเล่าประสบการณ์ของผมให้เขาฟังครับ ว่าผมได้อะไรบ้างในวิชานี้ ทักษะที่เราจะหาไม่ได้จากการเรียนในชั้นเรียนทั่วไปอะไรบ้างที่ผมได้รับ และพัฒนาต่อยอดให้มีมากยิ่งขึ้นไป

จริงๆแล้ว ของดีไม่จำเป็นต้องโฆษณามากครับ คนที่เข้าใจในสาระของวิชานี้ เขาก็จะเดินมาลงเรียนเอง ผมเชื่อเช่นนั้น


** 8. สุดท้ายผมขอมอบพื้นที่นี้ให้กับการขอบคุณอาจารย์นะครับ **

ตลอดทั้งปีการศึกษา (วิชา Creativity และ Hack Your Mind) ผมรู้ว่าทั้งนักเรียนและนิสิตต่างก็ใหม่ต่อเรื่องที่จะนำมาเรียนนำมาสอนกันทั้งคู่ อาจารย์ต้องทำงานหนักในการเตรียมการสอน การเชิญวิทยากร และประสานงานในอีกหลายๆด้าน ต้องขอ “ขอบคุณ” อาจารย์ ธงชัย มากๆนะครับ ที่มอบสิ่งดีๆ ให้กับพวกเราที่ได้มีโอกาสมานั่งเรียนกับอาจารย์ และวิทยากรที่อาจารย์เลือกสรรมาให้ความรู้แก่เรา สิ่งที่ผมได้จากสองวิชานี้ แค่คำขอบคุณคงไม่พอ คงได้แต่สัญญาว่าจะนำเอาเมล็ดพันธุ์พืชที่อาจารย์มอบให้แก่พวกเรา ไปหว่านในที่ดินดีที่อุดมสมบูรณ์ให้มันเกิดดอกออกผลที่ดีต่อไปนะครับ “ขอบคุณมากๆครับ”

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 28, 2009

RFC

under orchestration

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 27, 2009

กำลังใจ

เมื่อวันที่ฟ้าหมอง ให้เธอมองไปบนฟ้า
ลมจะพัดพาเมฆคล้ำ ให้เคลื่อนจางหาย
ฝนที่หล่นพร่ำ ไม่นานฟ้าจะสดใส
แผลทีช้ำใน ไม่นานจะจางและซ่าลง

เมื่อวันที่ฟ้าร้อง ให้เธอมองไปบนฟ้า
พายุที่พัดพา จะล้างคราบน้ำตาให้แห้งไป
เรื่องราวที่ร้ายๆ ที่ค้างคาอยู่ในใจ
ลมจะพัดไป ตามใจ ตามกาลเวลา

เมื่อวันที่ฟ้าหมอง ให้เธอมองไปรอบข้าง
ว่ายังมีใครบ้าง ที่ยังหิวร้องโหยหา
ใช่อยู่เพียงลำพัง หมดหวังเสียเวลา
จงลุกขึ้นมา กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 23, 2009

หมากฝรั่ง

หมากฝรั่งก็มีประโยชน์

ใครที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง รู้หรือไม่ว่า หมากฝรั่ง มีประโยชน์อะไรบ้าง ?

หมากฝรั่ง ช่วยลดอาการเสียดท้อง ถ้าเคี้ยวหมากฝรั่งหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จะช่วยลดกรดไหลย้อนกลับได้ หมากฝรั่งช่วยให้สุขภาพฟันดูสดใส แต่จะต้องเป็นแบบซูการ์ฟรีเท่านั้น !

การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ จะช่วยลดอาการฟันผุได้ เพราะหมากฝรั่งช่วยลดกรดในช่องปาก และความเหนียวของหมากฝรั่ง จะช่วยทำให้ฟันสะอาดดีด้วย เพราะหมากฝรั่งจะช่วยเข้าไปทำให้อาหารหลุดออกมาได้.

เคี้ยวหมากฝรั่งแล้ว ก่อนเข้านอนก็อย่าลืมแปรงฟัน ไม่อย่างนั้นอาจจะฝันผุได้นะ

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 21, 2009

วิศวกรรมซอฟต์แวร์

วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering)

มีทฤษฏีมากมาย นิยามความหมายของ Software Engineering ในแง่มุมต่างๆไว้ ซึ่งอาจพอยกตัวอย่างได้ดังนี้

- เป็นการศึกษาแขนงหนึ่งในเรื่องของหลักการและกรรมวิธีสำหรับการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบ ซอฟต์แวร์

- วิศวกรรมซอฟต์แวร์เป็นการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการทำเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาดำเนินการบำรุงรักษาโปรแกรมเหล่านั้น

- วิศวกรรมซอฟต์แวร์ จะเกี่ยวกับการสร้างตามหลักการทางวิศวกรรมและวิธีการเพื่อให้ได้ซอฟต์แวร์ในลักษณะที่ประหยัดที่สุด(เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด) และสามารถทำงานได้จริง

- วิศวกรรมซอฟต์แวร์ เกี่ยวข้องกับวิธีการการผลิตซอฟต์แวร์ โดยมุ่งเน้นไปถึง วิธีการสร้างโดยรวมเทคนิควิธีการหลากหลายวิธีกาเข้าไปในการผลิตซอฟต์แวร์ใหม่ขึ้นมา

Software คืออะไร ?

- คือ คอมพิวเตอร์โปรแกรมที่รวมถึง Documentation

- Software ถูกพัฒนาขึ้นมา 2 ลักษณะ

- Customized software – เป็น Software ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ภายในองค์กร

- Generic software – เป็น Software ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อขาย

- Generic sw. มุมมองในการสร้างจะถูกเผื่อเอาไว้หมด แต่ Customize sw. จะทำเฉพาะที่ต้องการเท่านั้น

- เช่น ระบบบัญชี ถ้าเราจะพัฒนาขึ้นมาใช้ในองค์กร เราจะพัฒนาขึ้นมาเท่าที่ระบบบัญชีในบริษัทใช้เท่านั้น แต่ตรงข้ามถ้าพัฒนาเพื่อขาย เราต้องพิจารณาให้กว้างมากกว่า ว่าถ้าเกิดกรณีอื่นๆจะเป็นไงบ้าง ทำให้ Software 2 ตัวนี้มีความต่างกันมาก แต่ที่ต่างกันมากที่สุด คือ Requirement

Software Process คืออะไร ?

คือกระบวนการที่ทำการพัฒนา Software ให้ประสบผลสำเร็จ แบ่งเป็น 4Process ใหญ่ๆ

- Specification – เป็นกระบวนการกำหนดคุณสมบัติของ software ที่พัฒนา

- Development – เป็นขั้นตอนการพัฒนา software

- Validation – เป็นขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของ software ให้ตรงกับความต้องการ

- Evolution – เป็นกระบวนการทำให้ software มีวิวัฒนาการ เป็นการปรับเปลี่ยนเพิ่มสิ่งดีๆเข้ามาและเอาสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่จำเป็นออกไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีหรือตามความต้องการของผู้ใช้

Software Process Model คืออะไร ?

คือแบบจำลองของกระบวนการการพัฒนา software ของ 4 ขั้นตอนที่กล่าวมา เราสามารถเขียนเป็นแผนภูมิหรือรูปภาพที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายซึ่งจะเป็นแล้วแต่มุมมองของผู้ทำการพัฒนา

มุมมองที่น่าสนใจ

1. Work Flow – เป็นการให้ความสำคัญกับลำดับการทำงานเป็นหลัก ว่าจะทำงานโปรเซสอะไรก่อนหลัง

2. Data Flow – เป็นการให้ความสนใจกับข้อมูลเป็นหลัก ( นิยมใช้ DFDในการเขียน )

3. Role / Action – เป็นการสนใจว่าใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง , ก่อนหรือหลังหรือพร้อมกัน

วิธีการที่ใช้ในการพัฒนา

- Waterfall Model – เป็นการทำงานเหมือนน้ำตกเป็นขั้นๆลงมา

- Evolution Model – เป็นการทำไปปรับปรุงไปให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

- Formal Transformation Model – เป็นการพัฒนาอย่างเป็นทางการและเข้มงวด มีการวัดผลที่ชัดเจนและรัดกุม ส่วนใหญ่ใช้กับงานความปลอดภัยที่สำคัญ มีผลกระทบที่รุนแรง เช่น software ควบคุมการจราจรทางอากาศ , software ที่ใช้ติดตามอัตราการหายใจของคนไข้

- Reusable Object Model – เป็นการพัฒนาเป็นชิ้นย่อยๆ โดยแต่ละชิ้นมีการออกแบบที่กว้างพอให้นำไปใช้ใหม่ในภายหลังได้

ไว้คราวหน้าจะมาชี้แจงแถลงไขแต่ละโมเดลนะครับ

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 19, 2009

Hack Your Mind: คาบสุดท้าย

เมื่อ วันพฤหัสที่ผ่านมา เป็นคาบสุดท้ายที่มีการเรียนการสอนการอบรมในวิชา Mental Skill อาจารย์ธงชัยเป็นผู้สอน มีเนื้อหาสองเรื่องใหญ่ๆในวันนี้ คือ การฝึกชี่กง และการฝึกตนด้วยเทคนิคการสร้างจินตภาพ (Visualization)

ชี่ หมายถึง พลังชีวิต ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนในรูปแบบที่แตกต่างกัน มนุษย์รับเอาชี่กงจากภายนอกโดยการกินอาหาร รับแสงแดด การหายใจ ฯลฯ

กง คือ การกระทำที่นำไปใสู่พลังชีวิต

ชี่กง คือ การฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิตขึ้นในร่างกาย

การฝึกชี่กงจะเริ่มตั้งแต่การฝึกหายใจ โดยปกติแล้วการหายใจด้วยอก ชีพจรจะเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย แต่ถ้าหายใจด้วยท้องชีพจรจะเต้นช้า ในทางวิทยาศาสตร์เราอธิบายได้ว่าเป็นการกระตุ้นกะบังลม จะส่งคลื่นไปที่สมอง ทำให้หลอดเลือดขยาย ความดันเลือดลดลง ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า ต้องฝึกหายใจลงไปที่ท้องแทน

วันนี้เป็นการเริ่มต้น อาจารย์เน้นการฝึกที่สองจุดหลัก คือจุดเหลากงที่กลางฝ่ามือทั้งสองข้าง และจุดที่ท้องน้อย(ตันเถียน) ซึ่งเป็นจุดรวมพลังทั้งหมด วิธีการฝึกที่ได้ลองทำในวันนี้ เช่น ประกบมือเข้าหากัน แต่ไม่ให้ชนกัน แล้วดันเข้า ดึงออก สลับกันไปมา หรือทำท่าแบบหนังจีนกำลังภายในที่หลังจากจบการใช้พลังแล้ว ให้วาดแขนออกเป็นวงกลมออกไปนอกตัว จากล่างขึ้นบน แล้วนำมือมาขนานกับพื้นที่เหนือหัว กดลงช้าๆจนแขนตึง

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการฝึกตนด้วยจินตภาพ

เริ่มจากอาจารย์ให้ดูสไลด์และไฟล์วีดีโอนักกีฬายิมนาสติก ที่ต้องเรียนรู้ท่าใหม่ๆ เธอใช้เทคนิคนี้และประสบความสำเร็จในการเรียนรู้

Visualization ช่วยเราทำสิ่งต่างๆได้มากมาย เช่นการกำหนดเป้าหมาย การเพิ่มความจำ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของงาน เป็นต้น การทำ Visualization สามารถทำได้สองแบบ คือจินตนาการจากมุมมองของบุคคลที่สาม หรือจินตนาการจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งให้ผลที่ดีกว่ามาก

ก็จะนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองนะครับ

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 15, 2009

กำลังใจแด่เธอ

ในวันพรุ่งนี้วันที่ 16 ก็จะมีปัจฉิมนิเทศแล้ว หมดสัปดาห์สองสัปดาห์นี้ไปก็จะต่างคนต่างไป เดินทางตามล่าไขว่คว้าหาความฝันของตัวเอง เลยอยากให้อะไรเ็ป็นกำลังใจกับเพื่อนๆ

อยากให้เธอมีคนนี้ความหวัง

อยากให้เธอสร้างพลังในวันนี้

แม้ว่าต้องเหนื่อยอ่อนล้าเต็มที

ขอแค่เพียงเธอมีกำลังใจ

ถึงอ่อนล้าเพียงกายใจยังหวัง

สร้างพลังก่อเกิดนิมิตหมาย

ขอเพียงเดินต่อไปสู่จุดปลาย

หนทางใหม่ก้าวไปอย่างมั่นคง

FIGHTO!!!!

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 12, 2009

ดร. อาจอง

วันนี้คาบเรียน Mental Skills ได้รับเกียรติจาก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยามาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง การฝึกจิต เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน” เป็นการฟังบรรยายที่สนุกดีครับ เพราะวันนี้ผมลองฟังแบบพุทธิจริตคือ ใช้จิตใจเปิดกว้าง ไม่มีอคติ ไม่มี preception ใดๆ เลยพบว่า ดร.อาจองเป็นคนที่เก่งมากทีเดียว รู้ลึกซึ้งหลายเรื่อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมะ แต่ใช้ภาษาปุถุชนถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่าย นำไปปฏิบัติได้จริง เลยทำให้ฟังจนลืมจดเลยครับ เท่าที่จดมาทันก็มีดังนี้

  • คนเรา ต้องรู้จักตัวเอง เพื่อให้รู้ 1) ทิศทางและเป้าหมายของชีวิต 2) ศักยภาพของตนเอง อ.เริ่มต้นด้วยการถามคำถามให้สังเกตตนเองคำถามนั้นคือ เราคืออะไร ? ที่เรียกว่าเรา ผม ฉัน นั้นจริงๆอยู่ที่ไหน อ. ให้เพื่อนคนหนึ่งออกไปหน้าชั้นเพื่อถามว่า เราคืออะไร ? อ. ให้เพื่อนคนนั้นชี้ไปที่ร่างกายส่วนต่างๆ ของตัวเอง แล้วถามว่า ของใคร เช่น ถามว่า หูนี่ของใคร แขนนี่ของใคร ทุกคำถาม เพื่อนจะตอบว่า ของผม
  • ฝึกสมาธิ โดยใช้การกำหนดแสงสว่าง จากด้านหน้า เขามาที่หน้าผากของเรา แล้วแสงนั้นเลื่อนไปที่ใจ มือสองข้าง เท้าสองข้าง ปาก หู ตา หัวใจ แผ่คลุมห้อง แผ่ถึงพ่อแม่ ถึงครูบาอาจารย์ และแผ่ไปทั่วโลก ทั่วจักรวาล ตามลำดับ โดยให้รู้สึกว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแสงสว่าง
  • ฉันต้องการความสุข ทำได้ง่ายๆคือ ตัดตัว “ฉัน” และ “ต้องการ” คือลดความยึดมั่นในตัวตน และลดกิเลส ก็จะได้ความสุข อ.สอนให้เราเข้าใจถึง สิ่งที่คนเราต้องการ เราแสวงหามากมาย เพื่อให้เราได้รับความสุข สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดไม่ใช่อะไรเลย นอกจากความสุข เราคิดว่าต้องได้นั่นได้นี่มา เป็นนั่นเป็นนี่ แล้วจะมีความสุข แต่พอได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว หรือได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่สุขอย่างที่คาดไว้ สุขแค่แว่บเดียวเท่านั้น แล้วก็อยากใหม่ๆ ไม่มีวันสุด ดิ้นรนไปเรื่อยๆ เกิดจนตาย โดยไม่รู้ว่า ความสุขเป็นอย่างไร ไม่เคยได้สัมผัสมัน ฉันต้องการความสุข เพียงแค่ตัด ฉัน กับ ต้องการ ออก ก็เหลือ ความสุข ธรรมชาติของจิตผ่องใส และมีความสุขสงบอยู่แล้ว แต่ที่มันมัวหมอง เป็นทุกข์ เป็นเพราะเราทำร้ายตัวเราเอง นำความอยาก นำกิเลสมาใส่ตนเอง
  • มียายคนหนึ่ง ก้มๆเงยๆหาของอยู่แถวๆเสาไฟฟ้า หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา ช่วยยายหาของ ซึ่งคือเข็มเย็บผ้า หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยถามยายว่า ยายทำหายที่ตรงไหน ยายจึงตอบว่า ทำหล่นหายในห้องที่บ้าน แต่ที่นั่นมันมืด เลยมาหาตรใต้เสาไฟฟ้า เพราะสว่างกว่า
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสงบสุข เวลาที่มันหาย มันหายไปจากจิตใจ เพราะฉะนั้น ต้องหาคืนที่จิตใจ ไม่ใช่ไปหาตามที่ท่องเที่ยวหรือผับบาร์
  • มีฤๅษีตนหนึ่ง มาแนะนำเศรษฐีที่เป็นโรคปวดหัวว่า ให้มองสีเขียว เศรษฐีจึงทาทั้งหมู่บ้านเป็นสีเขียว และให้ชาวบ้านทุกคนใส่เสื้อผ้าสีเขียว เมื่อฤๅษีกลับมาอีกครั้ง จึงต่อว่าเศรษฐีว่า ทำไมไม่ใส่แว่นสีเขียวล่ะ จะมองทุกอย่างเป็นสีเขียวเอง
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าพยายามไปเปลี่ยนโลกภายนอกให้เป็นไปตามต้องการ ให้เปลี่ยนที่ตัวเองดีกว่า
  • เรารับรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่เราต้องเป็นนายของมัน ไม่ใช่ไปตกเป็นทาสมัน การตกเป็นทาสเช่น เรียกร้องสิ่งต่างๆมาสนองปรนเปรอประสาทสัมผัสทั้งห้าเสมอๆ เพราะเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน
  • คนเราใช้จิตในการรับรู้ ถ้าจิตสกปรก ทุกอย่างที่เรารับรู้ ก็เป็นสิ่งสกปรก เหมือนกับมองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างที่มีคราบสกปรก ก็เห็นทุกอย่างสกปรกไปหมด

ส่วนรื่องปัญหาโลกร้อน พอฟังดร.อาจองกอบกับข้อมูลและสถิติต่างๆ ทำให้ตระหนักมากขึ้นอีกว่ามันใกล้ตัวเรามาก และมีผลกระทบหนักหน่วงจริงๆ ผมยังเห็นด้วยกับที่อ.กล่าวว่า แทนที่จะมาทะเลาะกันเรื่องเศษรฐกิจและการเมือง แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เอาเวลามาแก้ปัญหาที่ทุกคนจะต้องเผชิญร่วมกันดีกว่า อย่างปัญหา สิ่งแวดล้อมในอนาคต เฮ้อ คนไทย รักกันหน่อย รักกันหน่อย

photo

ได้โอกาสขอถ่ายรูปกับอาจารย์ไว้เป็นที่ระลึกด้วยคร้าาาบ

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 10, 2009

ตาอย่าเหี่ยว

สำหรับช่วงนี้ หลายๆคนคงนอนดึก ปั่นโปรเจคกันสนุกสนาน การนอนดึกนำมาซึ่งอะไรที่ไม่ดีหลายๆ อย่าง หนึ่งในนั้นก็คือปัญหาผิวรอบดวงตานั่นเอง เลยไปหาวิธีการในการจัดการกับปัญหานี้มาฝากเพื่อนๆกันข้อมูลก็เอามาจากหลายๆเว็บ แล้วก็มีนิตยาสารสุขภาพจำๆมาด้วย

เทคนิคการผ่อนคลายผิวรอบดวงตา วิธีทำง่าย ๆ คือ เพียงใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกด้านข้าง 3 ครั้งใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้างหมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆ กัน โดยวนตามเข็มนาฬิกา ในทุกครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 6 รอบ

และใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้ว ถึงขมับ 3 รอบ กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาถึงหางตา 3 รอบ ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2-5 ทั้งหมด 3 รอบ นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา ลากน้ำหนักที่ปลายนิ้วออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อย ๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้าเพียงเท่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้

หากต้องการความอ่อนเยาว์ของดวงตา ควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำทุก ๆ 2-4 ปี และทุก ๆ 1-2 ปี สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สำหรับ ผู้ที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ ทุก ๆ 10-15 นาที สวมใส่แว่นตาดำที่ปกป้องและกรองแสงยูวีทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสควัน และฝุ่นละอองต่าง ๆ โดยตรง

แนะนำอีกนิดสำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา

การ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรอบดวงตา ควรเลือก ครีมที่ใช้สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ ห้ามนำครีมทาหน้ามาใช้ปะปนกัน ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบบวมได้ เนื่องจากเนื้อครีมที่ข้นเกินไปอาจซึมลงไปอุดตันท่อน้ำตาได้ ควรเลือกซื้อครีมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เพื่อความอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางที่สุด และสำหรับกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ที่มีผิวมัน ให้มองหาผลิตภัณฑ์ประเภทเจลเพิ่มความสดชื่นจะเหมาะที่สุด แต่ไม่ว่าเป็นครีมชนิดใดก็ตามควรมีกันแดดผสม

สำหรับวิธีใช้ ให้ ทารอบดวงตาด้วยนิ้วนาง ( เพราะแรงกดน้อยที่สุด ) ทาวนจากหัวตาด้านล่างวนขึ้นสู่หัวตาด้านบน จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และลดริ้วรอยที่จะเกิดในอนาคตได้อีกด้วย

54171_002

อ่านแล้วอย่าลืมหันมาดูแลรักษาดวงตาของเรากันดีกว่า เพื่อสุขภาพตาที่ดี นะ จะ บอก ให้.

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 7, 2009

HW Leonard test

dia5

หลังจากทำแล้วเป็นแบบ OD คับ ก็ค่อนข้างตรงทีเดียวคือเป็น Creative Decision Maker

Older Posts »

หมวดหมู่