เป็นเวลาสามสี่ปีมาแล้ว ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของคนจำนวนหนึ่งในการเตรียมตัวสอบเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จึงได้รับข้อสังเกตทั้งที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง และด้วยคนอื่นๆมา
เรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจคือการเลือกคณะเพื่อเข้าศึกษาต่อ ซึ่งทิศทางจะไปทางใดนั้นขึ้นอยู่กับแผนกการเรียน และความสนใจของเด็ก
หลายต่อหลายครั้งที่เจอเด็กที่เรียนมัธยมปลายในสายการเรียนวิทยาศาสตร์ แต่อยากเรียนต่อในสายทางมนุษยศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ในทางปฏิบัติแล้วสามารถทำได้ไม่ยาก
แต่เมื่อลองมองย้อนกลับไปถึงวันที่จะเลือกว่าเรียนม.ปลาย สายวิทย์หรือสายศิลป์ดี คำตอบกลับแทบไม่ต้องคิดว่าสายวิทย์ดีกว่า(ทั้งจากผู้ปกครอง และความคิดของเด็กที่ถูกปลูกฝังมา)
ตัวผมเองกลับไม่คิดแบบนั้นแม้แต่น้อย
ถ้าเด็กรู้หรือชอบหรือมีแนวโน้มค่อนข้างมากที่จะเรียนต่อสายมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์แล้ว
ควรจะเอาคาบเรียน 8-10 คาบที่จะเรียนวิทยาศาสตร์ที่ค่อนข้างจะลึก ไปเรียนวิชาเพิ่มทักษะทางภาษา และอื่นๆที่จะส่งเสริมสายมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ นั่นหมายความว่า ผมอยากให้เด็กคนนั้นเรียนสายศิลป์ไปเลย
หนึ่งเพราะเด็กต้องสอบแข่งกัน การได้ทักษะ 8-10 คาบจากสายวิทย์สุดโต่งมาเป็นเรื่องศิลป์ๆ ดูจะมีประโยชน์ไม่น้อย แม้ต้องสอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์โอเนต ก็เป็นวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ที่สายศิลป์ต้องเรียนอยู่แล้ว การทำคะแนนในภาษาไทยและสังคม ก็จะได้เปรียบขึ้นมา และที่ต้องแข็งแรงมากๆเลยคือภาษาอังกฤษ
สองคือประโยชน์ต่อการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ทักษะทางภาษาและเรื่องราวรอบรู้ในวิชาสังคม จะทำให้เด็กเป็นคนกว้างขวาง ที่แสดงทัศนะแบบนี้ไม่ได้หมายความให้เด็กศิลป์ไม่ต้องเรียนวิทย์หรือคณิต
แต่ให้เรียนในลักษณะที่”พอสมควร” ไม่ต้องสุดโต่งแบบสายวิทย์ ที่ตัดเป็นตัดตายกันในวิทย์คณิตเอเนต
สามคือระหว่างเรียน จะทำให้เด็กไม่อึดอัด ไม่รู้สึกโดนพันธนาการไว้กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง เด็กจะมีอิสระในการคิด ซึ่งการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่การศึกษาไทยยังต้องเพิ่มเติมให้เด็กอีกมาก
จากการพูดคุยกับเด็กมากมาย แม้เด็กจะเห็นด้วยและมีความต้องการอย่างที่กล่าว
กำแพงที่ปิดกั้นเรื่องนี้มากที่สุด กลับเป็นผู้ปกครอง
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณีผู้ปกครองมิได้ปิดกั้น แต่เด็กปิดกั้นตัวเองเพราะคิดว่าผู้ปกครอบจะไม่เห็นด้วย
สรุปก็คือขาดการสื่อสารที่เหมาะสมระหว่างเด็กและผู้ใหญ่
แม้จะเป็นสิ่งที่ยาก ที่จะไปถามลูกที่เพิ่งอยู่ม.สาม ว่าโตขึ้นอยากทำงานอะไร อยากเป็นอะไร เพื่อจะเลือกสายการเรียนที่เหมาะสม แต่จะมัวรอพึ่งครูแนะแนวที่โรงเรียนก็คงไม่ไหว เพราะครูต้องดูแลนักเรียนอีกเป็นร้อยเป็นพันคน(จากสถานการณ์จริงพบว่าหลายโรงเรียนมีครูแนะแนวน้อยกว่าที่ควรมาก)
ทางออกที่ดีที่สุดคือผู้ปกครองควรหันมาใส่ใจกับลูกหลานของตัวเอง ศึกษาหาข้อมูล คิดปรึกษากับครู ช่วยเด็กหาทางที่ดีที่สุด โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เป็นตัวของตัวเอง แสดงความต้องการและความปรารถนาโดยไม่มีอคติ ทิฏฐิหรือความต้องการอื่นๆของผู้ปกครองมาบดบัง อาจจะต้องค่อยๆตะล่อมถามคำถามเพื่อหยิบประเด็นออกมาทีละนิดๆ เพราะเด็กยังเล็ก คงจะถามว่า”อยากเรียนอะไร” แล้วหวังจะได้คำตอบแบบผู้ใหญ่ๆไม่ได้
ที่แนะนำแบบนี้ เพราะผู้ปกครองคือคนที่ใกล้ชิดเด็กที่สุด รู้ธรรมชาติของเด็กมากที่สุด และเป็นคนสำคัญของเด็กมากที่สุดด้วย
แม้จะเป็นทางข้ามผ่านสายเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อทางข้ามผ่านสายใหญ่ๆ ที่จะต้องพบเจอในชีวิตข้างหน้า การเลือกว่าจะไปทางไหนในตอนนี้ จึงไม่ควรทำผิดพลาดและไม่ควรเห็นเป็นเรื่องเล็กที่ไม่ต้องสนใจมากก็ได้ ปล่อยเด็กจัดการกับครูสองคนก็พอ
ช่วยกันเถอะครับ ถ้าเด็กแฮปปี้ ผู้ใหญ่ก็จะแฮปปี้เองแน่นอน