Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 12, 2009

ดร. อาจอง

วันนี้คาบเรียน Mental Skills ได้รับเกียรติจาก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยามาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง การฝึกจิต เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน” เป็นการฟังบรรยายที่สนุกดีครับ เพราะวันนี้ผมลองฟังแบบพุทธิจริตคือ ใช้จิตใจเปิดกว้าง ไม่มีอคติ ไม่มี preception ใดๆ เลยพบว่า ดร.อาจองเป็นคนที่เก่งมากทีเดียว รู้ลึกซึ้งหลายเรื่อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมะ แต่ใช้ภาษาปุถุชนถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่าย นำไปปฏิบัติได้จริง เลยทำให้ฟังจนลืมจดเลยครับ เท่าที่จดมาทันก็มีดังนี้

  • คนเรา ต้องรู้จักตัวเอง เพื่อให้รู้ 1) ทิศทางและเป้าหมายของชีวิต 2) ศักยภาพของตนเอง อ.เริ่มต้นด้วยการถามคำถามให้สังเกตตนเองคำถามนั้นคือ เราคืออะไร ? ที่เรียกว่าเรา ผม ฉัน นั้นจริงๆอยู่ที่ไหน อ. ให้เพื่อนคนหนึ่งออกไปหน้าชั้นเพื่อถามว่า เราคืออะไร ? อ. ให้เพื่อนคนนั้นชี้ไปที่ร่างกายส่วนต่างๆ ของตัวเอง แล้วถามว่า ของใคร เช่น ถามว่า หูนี่ของใคร แขนนี่ของใคร ทุกคำถาม เพื่อนจะตอบว่า ของผม
  • ฝึกสมาธิ โดยใช้การกำหนดแสงสว่าง จากด้านหน้า เขามาที่หน้าผากของเรา แล้วแสงนั้นเลื่อนไปที่ใจ มือสองข้าง เท้าสองข้าง ปาก หู ตา หัวใจ แผ่คลุมห้อง แผ่ถึงพ่อแม่ ถึงครูบาอาจารย์ และแผ่ไปทั่วโลก ทั่วจักรวาล ตามลำดับ โดยให้รู้สึกว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแสงสว่าง
  • ฉันต้องการความสุข ทำได้ง่ายๆคือ ตัดตัว “ฉัน” และ “ต้องการ” คือลดความยึดมั่นในตัวตน และลดกิเลส ก็จะได้ความสุข อ.สอนให้เราเข้าใจถึง สิ่งที่คนเราต้องการ เราแสวงหามากมาย เพื่อให้เราได้รับความสุข สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดไม่ใช่อะไรเลย นอกจากความสุข เราคิดว่าต้องได้นั่นได้นี่มา เป็นนั่นเป็นนี่ แล้วจะมีความสุข แต่พอได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว หรือได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่สุขอย่างที่คาดไว้ สุขแค่แว่บเดียวเท่านั้น แล้วก็อยากใหม่ๆ ไม่มีวันสุด ดิ้นรนไปเรื่อยๆ เกิดจนตาย โดยไม่รู้ว่า ความสุขเป็นอย่างไร ไม่เคยได้สัมผัสมัน ฉันต้องการความสุข เพียงแค่ตัด ฉัน กับ ต้องการ ออก ก็เหลือ ความสุข ธรรมชาติของจิตผ่องใส และมีความสุขสงบอยู่แล้ว แต่ที่มันมัวหมอง เป็นทุกข์ เป็นเพราะเราทำร้ายตัวเราเอง นำความอยาก นำกิเลสมาใส่ตนเอง
  • มียายคนหนึ่ง ก้มๆเงยๆหาของอยู่แถวๆเสาไฟฟ้า หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา ช่วยยายหาของ ซึ่งคือเข็มเย็บผ้า หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยถามยายว่า ยายทำหายที่ตรงไหน ยายจึงตอบว่า ทำหล่นหายในห้องที่บ้าน แต่ที่นั่นมันมืด เลยมาหาตรใต้เสาไฟฟ้า เพราะสว่างกว่า
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความสงบสุข เวลาที่มันหาย มันหายไปจากจิตใจ เพราะฉะนั้น ต้องหาคืนที่จิตใจ ไม่ใช่ไปหาตามที่ท่องเที่ยวหรือผับบาร์
  • มีฤๅษีตนหนึ่ง มาแนะนำเศรษฐีที่เป็นโรคปวดหัวว่า ให้มองสีเขียว เศรษฐีจึงทาทั้งหมู่บ้านเป็นสีเขียว และให้ชาวบ้านทุกคนใส่เสื้อผ้าสีเขียว เมื่อฤๅษีกลับมาอีกครั้ง จึงต่อว่าเศรษฐีว่า ทำไมไม่ใส่แว่นสีเขียวล่ะ จะมองทุกอย่างเป็นสีเขียวเอง
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าพยายามไปเปลี่ยนโลกภายนอกให้เป็นไปตามต้องการ ให้เปลี่ยนที่ตัวเองดีกว่า
  • เรารับรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่เราต้องเป็นนายของมัน ไม่ใช่ไปตกเป็นทาสมัน การตกเป็นทาสเช่น เรียกร้องสิ่งต่างๆมาสนองปรนเปรอประสาทสัมผัสทั้งห้าเสมอๆ เพราะเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน
  • คนเราใช้จิตในการรับรู้ ถ้าจิตสกปรก ทุกอย่างที่เรารับรู้ ก็เป็นสิ่งสกปรก เหมือนกับมองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างที่มีคราบสกปรก ก็เห็นทุกอย่างสกปรกไปหมด

ส่วนรื่องปัญหาโลกร้อน พอฟังดร.อาจองกอบกับข้อมูลและสถิติต่างๆ ทำให้ตระหนักมากขึ้นอีกว่ามันใกล้ตัวเรามาก และมีผลกระทบหนักหน่วงจริงๆ ผมยังเห็นด้วยกับที่อ.กล่าวว่า แทนที่จะมาทะเลาะกันเรื่องเศษรฐกิจและการเมือง แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เอาเวลามาแก้ปัญหาที่ทุกคนจะต้องเผชิญร่วมกันดีกว่า อย่างปัญหา สิ่งแวดล้อมในอนาคต เฮ้อ คนไทย รักกันหน่อย รักกันหน่อย

photo

ได้โอกาสขอถ่ายรูปกับอาจารย์ไว้เป็นที่ระลึกด้วยคร้าาาบ


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่