Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 5, 2009

Emotional Excellence

ปกติพวกเรามักจะเคยได้ยินแต่ IQ และ EQ

มาวันนี้ ได้รู้จักเพิ่มอีกคำหนึ่ง นั่นก็คือ EE หรือที่ย่อมาจาก Emotional Excellence
EE
มีความสำคัญตรงที่ ช่วยให้เราได้รู้จักตัวเอง สามารถรู้จุดบกพร่องของตนเองและแก้ไขได้ถูกจุด และที่สำคัญก็คือ สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

  • องค์กรที่มี Emotional Excellence สูง จะต้องประกอบด้วยผู้นำและผู้ตามที่มี EE สูงทั้งสองฝ่าย
  • EQ ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก Preception (Preconceived Thoughts) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นความคิดด้านลบ
  • แต่ EQ ก็ยังเป็นเพียงความฉลาดทางอารมณ์ระดับตื้น แต่เราต้องการมากกว่านั้นคือ EE (Emotional Excellence) ซึ่งเป็นระดับลึก
  • ฉะนั้นการฝึกขั้นแรกคือ ต้องควบคุม Preconceived Thoughts ไม่ให้กระทบ EQ เราเสียก่อน และจึงฝึกอุปนิสัยการมองโลกที่ดีให้ลงลึก
  • การพิจารณา EE ดูได้จากการใช้ SWOT analysis ดูว่า วุฒิภาวะทางอารมณ์และการแสดงออกของเขานั้น สร้างจุดแข็ง จุดอ่อน และเป็นข้อดีในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น หรือเป็นเครื่องบ่อนทำลายสัมพันธภาพอย่างไรบ้าง
  • และเมื่อพบข้อเสีย ต้องหาวิธีการแก้ไข และนำไปปฏิบัติด้วย

เครื่อง มือหนึ่งที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ LPI หรือ Leonard Personality Inventory ซึ่งเป็น Holistic Model เพื่อช่วยพัฒนา EE เป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ว่า ตัวเรามีลักษณะนิสัยตรงกับตัวอักษรใดบ้าง ตัวอักษรที่ว่ามีดังนี้

  • O (Openness) ชอบเปิดรับความคิดใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
  • N (Neutral) มีลักษณะไม่ชอบความขัดแย้ง ไม่กล้านำเสนอความคิดเห็นของตนเองให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้
  • A (Analytical) มีลักษณะคิดวิเคราะห์ ชอบความแม่นยำ ไม่แสดงออก และสนใจข้อมูล
  • R (Relational) มีลักษณะชอบการมีปฏิสัมพันธ์สัมพันธ์กับผู้อื่น
  • D (Decisive) มีลักษณะเด่นเดี่ยว กล้าตัดสินใจ ชอบความท้าทาย และก้าวร้าวเกินไปในบางครั้ง
  • ในทีมหนึ่ง มักจะมีบุคคลสองกลุ่มใดๆที่มีลักษณะนิสัยตรงกันข้ามเสมอ เช่น นักบัญชีที่เป็น Neutral+Analytical กับฝ่ายขายที่เป็น Relational+Decisive ซึ่งจะทำให้มีเรื่องปะทะกันบ่อยมาก แต่ก็องค์กรก็ขาดลักษณะนิสัยแบบใดแบบหนึ่งไปไม่ได้ เพราะจำเป็นสำหรับงานคนละแบบ เป็น complementor ซึ่งกันและกัน
  • จึงต้องฝึกการจัดการบริหารอารมณ์และความสัมพัน์ระหว่างบุคคลกันเอง

เครื่อง มือหนึ่งที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ LPI หรือ Leonard Personality Inventory ซึ่งเป็น Holistic Model เพื่อช่วยพัฒนา EE เป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ว่า ตัวเรามีลักษณะนิสัยตรงกับตัวอักษรใดบ้าง ตัวอักษรที่ว่ามีดังนี้

  • O (Openness) ชอบเปิดรับความคิดใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
  • N (Neutral) มีลักษณะไม่ชอบความขัดแย้ง ไม่กล้านำเสนอความคิดเห็นของตนเองให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้
  • A (Analytical) มีลักษณะคิดวิเคราะห์ ชอบความแม่นยำ ไม่แสดงออก และสนใจข้อมูล
  • R (Relational) มีลักษณะชอบการมีปฏิสัมพันธ์สัมพันธ์กับผู้อื่น
  • D (Decisive) มีลักษณะเด่นเดี่ยว กล้าตัดสินใจ ชอบความท้าทาย และก้าวร้าวเกินไปในบางครั้ง

สำหรับผลการทดสอบ LPI ของผม ออกมาเป็นดังนี้ครับ

ากนั้นวิทยากรให้ทำแบบทดสอบ ซึ่งผมได้ผลออกมาว่า เป็นคนประเภท OD คือ Openness+Decisive ครับ

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 3, 2009

การวัดนั้นสำคัญไฉน

Measurement

ในอดีต การวัดไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญมากนัก แต่ว่าในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องสำคัญของ software engineering การวัดและวิเคราะห์ (Measurement and analysis) นั้นถือว่าเป็นขั้นตอนของ CMMI ในระดับขั้นที่ 2 การวัดจะประสบความสำเร็จได้ถ้าองค์กรสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำคัญของการวัด เราต้องมีการวัดเพื่อสามารถทำให้สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการจะจัดการ วางแผน ติดตาม และสื่อสารเป้าหมายไปยังบุคลากรทุกระดับในองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยม รวมไปถึงสื่อสารกับบุคคลระหว่างองค์กรอีกด้วย การวัดยังสามารถทำให้ติดตามผลการทำงานต่างๆได้ดี สามารถประเมินได้ว่าโครงการจะทำได้สำเร็จตามเวลารึเปล่า การวัดยังช่วยได้ตรวจพบ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย สามารถบริหารจัดการส่วนได้ส่วนเสียระหว่างราคา คุณภาพ และเวลา ควบคุมแลกเปลี่ยนสามสิ่งนี้ให้อยู่ในสถานะที่ดีที่สุด คุ้มค่ามากที่สุด และยังช่วยให้ผู้จัดการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแผนงานหรือดำเนินการต่อดังเดิม ได้อย่างสมเหตุสมผลและเลือกทางที่ดีที่สุดเพื่อทำให้โครงการบรรลุได้ตามกำหนดการ

โมเดลของการวัดขั้นตอนการทำงานแบ่งได้เป็น 4 อย่างคือ การวางแผนการวัด, การวัดผล, การประเมินผลการวัด และ การดำรงความสำเร็จของผลงาน

การวางแผนการวัด คือการระบุข้อมูลที่ต้องการของโครงการและเลือกวิธีการวัดที่เหมาะสมเพื่อประกาศความต้องการของข้อมูล งานที่เกี่ยวข้องได้แก่ การกำหนดกลุ่มข้อมูล วิเคราะห์และรายงานขั้นตอน, การวางแผนสำหรับการประเมินผลที่ได้จากการวัด, การประเมินวิธีการวัด, กำหนดทรัพยากรและเทคโนโลยีที่จะใช้ทำในการวัดผลโครงการ

การวัดผล ประกอบด้วยการทำแผนการวัดและเก็บข้อมูลที่ต้องการของผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อใช้ในการตัดสินใจโดยอ้างอิงข้อมูลจากการวัดอย่างมีประสิทธิภาพ, รวบรวมและดำเนินการวัดข้อมูล, ใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการรายบุคคลและข้อมูลนั้นกับปัญหาที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กันอย่างไร, สร้างผลงานเพื่อแสดงผลการวิเคราะห์ ทางเลือกอื่นๆที่น่าสนใจ และคำแนะนำเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

การประเมินผลการวัด เพื่อมั่นใจได้ว่าการวัดโครงการมีความต่อเนื่องและมีข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา ทำให้โครงการมีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ประเมินทั้งวิธีการวัดที่ใช้และขีดความสามารถของวิธีการวัด สามารถช่วยระบุกิจกรรมการพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้

การดำรงความสำเร็จของผลงาน เพื่อยืนยันว่าการวัดนั้นได้ถูกวัดทั้งในระดับของโครงการและองค์กร ให้ทรัพยากรและโครงสร้างภายในขององค์กรที่ต้องการเพื่อพัฒนาโครงการวัดต่อไป

Posted by: farmmie | กุมภาพันธ์ 1, 2009

การบ้านเรื่องการทดสอบความจำ

ผลการทดสอบครั้งแรก11

2ต่อไปเป็นของครั้งที่สอง

34คะแนนของครั้งที่สองดีขึ้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ผมคิดว่าเป็นเพราะเราเคยเห็นคำถามมาก่อน รู้ว่าจะเจออะไร จะจำยังไงถึงจะได้ดีได้เร็วได้ทัน คะแนนก็เลยขึ้นมาดีกว่าอ่ะคับ

Posted by: farmmie | มกราคม 27, 2009

ปรับปรุงกระบวนการด้วย re-eng

การเปลี่ยนวิธีการทํางาน คืออะไร?

การเปลี่ยนวิธีการทํางาน (Re-engineering) คือ การออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหมแลวนํากระบวนการใหมไปปฏิบัติใหเกิดผล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของธุรกิจ โดยมีเปาหมายสูงสุดอยูที่การลดตนทุนการดําเนินงานของธุรกิจนั้น


ทําไมคนจึงพูดถึงรีเอ็นจิเนียริ่ง? รีเอ็นจิเนียริ่งเปนเรื่องที่กําลังไดรับนิยมในหมูบริษัทตางๆ ในปจจุบันกระแสความพยายามของการรีเอ็นจิเนียริ่งเกิดจากความจําเปนในการแขงขันเพื่อใหธุรกิจอยูรอด การแขงขันที่สังเกตเห็นไดชัดที่สุด คือ ในสินคาอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ เกาหลีใตไตหวัน และจีน อุตสาหกรรมใหมที่ปรากฎขึ้นไดเกือบทุกแหงและแขงขันกันในตลาดทั่วโลก วนมีแนวโนมไปสูการเปนนานาชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทําใหการแขงขันเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกลมากกวาในอดีต ที่ผานมา ธุรกิจในปจจุบันไดรับรูแลววาการแขงขันที่เพิ่มขึ้นไมใชเรื่องเล็กๆ เพื่อเตรียมรับความกดดันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจสวนใหญพยายามลดตนทุนเพื่อใหนทุนของผลิตภัณฑหรือบริการอยูในระดับที่แขงขันไดแตความพยายามที่จะลดตนทุนเหลานี้โดยทั่วไปจะมีการจํากัดอยูที่การลดจํานวนพนักงานแบบงายๆ และทําการตกแตงดัดแปลงทางการเงินซึ่งจะเปนผลในระยะสั้นเทานั้น าจะใหงผลในระยะยาวตองใหมีการเปลี่ยนแปลงของระบบการทํางานที่เกิดจากการวางแผนมาอยางดีและมีการทําอยางตอเนื่องเทานั้น ในปจจุบัน รีเอ็นจิเนียริ่ง ถูกมองโดยบริษัททั่วไปวาเปนสิ่งจําเป เพื่อใหไดมาซึ่งความ ไดเปรียบในการแขงขัน โดยทั่วไปการรีเอ็นจิเนียริ่งควรเริ่มตนเมื่อเรามีการผลิตสินคาใหมเมื่อมีเทคโนโลยีใหมที่สามารถลดตนทุน หรือเมื่อมีการเปดตลาดใหมเปนต

พื้นฐานของการรีเอ็นจิเนียริ่งที่ประสบผลสําเร็จ การนํารีเอ็นจิเนียริ่งไปใชใหเกิดประโยชนอธุรกิจตองคํานึงถึงปจจัยแหงความสําเร็จ ดังนี้ 1. วิธีการที่เปนระบบ การออกแบบกระบวนการธุรกิจขึ้นใหมองจัดทําอยางเปนระบบและลงรายละเอียดในทุกขั้นตอน 2. ความรวมมือในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจตองตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ไมาจะเปนกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการปรับปรุงภายใน 3. การเปลี่ยนแปลงอยางตอเนื่อง รีเอ็นจิเนียริ่งสามารถทําในลักษณะตอเนื่อง แทนที่จะทําการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของทั้งบริษัทในครั้งเดียว ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดความลาชาในการไดประโยชน

4. การวิเคราะหผลกระทบ การรีเอ็นจิเนียริ่งควรเอื้ออํานวยใหสามารถวิเคราะหผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่มีตอทุกหนวยงานในองคกรได

5.การจัดรูปแบบและจําลองสถานการณเปนการคอนขางเสี่ยงที่เราจะตองทําการรีเอ็นจิเนียริ่งโดยไมมีการจําลองผลที่จะไดการใชคอมพิวเตอรจะเปนวิธีที่งายที่สุดในการจําลองทางเลือกตางๆได

6.การใชแผนแบบตอเนื่อง แบบแผนสําหรับกระบวนการธุรกิจใหมไมควรนําไปใชปฏิบัติเสร็จแลวทิ้งไป และไมควรนําไปเก็บบนหิ้งเพื่อใหฝุนจับและกลายเปนของลาสมัย การ รีเอนจิเนียริ่งมีตนทุนสูงมากจึงควรใชอยางตอเนื่องและเครงครัด

7.การรวมตัวแปรทางการบริหารของบริษัท การเริ่มรีเอ็นจิเนียริ่ง คณะจัดทําโครงการจะตองเขาถึงขอมูลทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการธุรกิจที่จะทําการรีเอ็นจิเนียริ่ง เพราะขอมูลทั้งหมดจะมีผลตอการตัดสินใจ


Posted by: farmmie | มกราคม 24, 2009

Millionaire’s Mind

คาบ Hack Your Mind พฤหัสบดีนี้ได้รับเกียรติจาก คุณขวัญนภา ชูแสง มาเป็นวิทยากรให้โดยเนื้อหากเีกี่ยวกับเรื่อง “Millionaire’s Mind” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จะเป็นเศรษฐี
เริ่มแรก คุณขวัญนภาให้นิสิตทุกคนฝ่าอุปสรรคที่สำคัญในการเรียนรู้ทุกอย่างก่อน คือการเปลี่ยน mindset ให้เราเปิดใจยอมรับความคิดใหม่ๆก่อน
ตอนแรกรู้สึกไม่ค่อยชอบสไตล์การพูดของ วิทยากรเท่าไร เพราะเหมือนพยายามแบ่งโลกมีแค่ขาวกับดำ เช่นคำถามแบบว่า คนรวยต้องหยิ่ง จริงหรือไม่ ก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการถามแบบนี้ จนเนื้อหาต่างๆค่อยๆปลดปล่อยออกมา จึงเข้าใจว่าที่ถามๆมาหรือสร้างสไตล์การพูดอะไรแบบนั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญ อะไรมาก แค่อยากให้ผู้ฟังได้คิดตาม (แต่ก็รู้สึกว่า aggressive อยู่บ้างเหมือนกัน)
หลังจากนั้นจึงเริ่มปลูกฝังความคิดของมหาเศรษฐีลงไป โดยเป็นความรู้ที่ T. Harv Ecker ได้มาจากการศึกษาชีวิตเศรษฐีหลายๆคน มีดังนี้
เริ่มจากแบ่งเงินที่ได้มาเป็น 6 กล่อง ใช้ทำสิ่งต่างๆดังนี้
  • เล่น 10%
  • การศึกษา 10%
  • เก็บ 10%             ห้ามใช้หมด
  • ลงทุน 10%         ห้ามใช้หมด และศึกษาให้ดีก่อนลงทุน ถ้ายังไม่มีลงทุนที่ถูกใจ เก็บไว้ก่อน
  • บริจาค 5%
  • ใช้ 55%               ถ้าเหลือให้เฉลี่ยลงทุกกล่อง

เงื่อนไขคือ เข้มงวดในการใช้ให้เป็นไปตามนี้ เช่น เงินส่วนเล่นก็ต้องเล่นให้หมด อย่างก ซึ่งการแบ่งเงินนี้ เมื่อทำได้สามเดือนจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง

การบริหารเงิน ต้องเริ่มจากเงินน้อยๆก่อน อย่าหมิ่นเงินน้อย เพราะถ้าเงินน้อยยังเก็บไม่ได้ คิดหรือว่าเงินมากจะเก็บได้ เมื่อไม่เคยสร้างนิสัยของการบริหารเงินเอาไว้เลยอย่างนี้

อย่าไปมองที่จำนวนเงิน ให้มองที่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสร้างนิสัย

คนรวยคือคนที่มีวินัย “ไม่ได้ทำงานเบา” แต่ทำด้วยศักยภาพที่มากขึ้น

หลังจากนั้น วิทยากรได้สอนการออกเสียงภาษาอังกฤษให้เหมือนกับเจ้าของภาษา โดยใช้เทคนิคที่ว่า
หยุดที่สระเดี่ยว แล้วค่อยต่อด้วยเสียงตัวสะกด อย่าปิดคำ

โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าไม่ค่อยได้ผลกับตัวเองเท่าไร เพราะชอบอะไรที่เป็นหลักการมากกว่า (แบบเรียนใช้ phonetic เป็นต้น) แต่ก็รับฟัง เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่

ปล. จบคาบนี้รีบไปหาหนังสือมาอ่านทันที เนื้อหาน่าสนใจมาก ภาษาไทยที่แปลแล้วชื่อ ถอดรหัสลับไขสมองเงินล้าน

Posted by: farmmie | มกราคม 20, 2009

ทายคำ ภาคสอง

ในโคลงแต่ละบรรทัด จะมีคำให้ทาย

ท่าหนึ่ง เชื่อมประพจน์ให้ สมมูล

ท่าสอง ทรงเสด็จราษฎร์เทิดทูน ทอดผ้า

ท่าสาม ศึกยามวัดปูน ต่อสู้ เรียบราบ

ท่าสี่ แหล่งเรียนการเมืองทราบ ไขแจ้งเท็จจริง

จะมีคำให้ทาย 4 คำ ทั้ง 4 คำจะมีพยางค์ที่อ่านออกเสียงเหมือนกันอยู่ ลองทายดูครับ

อีกบทหนึ่ง

ด้านด้านเป็นพื้นที่ เรขาคณิต

โพธิสัตว์มากฤทธิ์ ทะเลใต้

ชวนหัวไม่ชวนคิด ขำกลิ้ง กันนา

อายุวรรณะสุขะพละใช้ พระอ้างกล่าวถึง

เล่นกันสนุกๆครับ

Posted by: farmmie | มกราคม 17, 2009

ไหล่หลุด

ช่วงก่อนซ้อมลีด มีน้องคนหนึ่งไหล่หลุด (เต้นแรงไปหน่อย) เลยรวบรวมสิ่งที่พี่เอ๋ (ผู้ดูแลฝ่ายกายภาพของเหล่าลีดจุฬาฯ) มาบอกต่อเผื่อจะช่วยป้องกันสิ่งร้ายๆที่จะเกิดขึ้นกับไหล่ได้บ้าง

ข้อ ไหล่ ถือเป็นข้อที่แปลกข้อหนึ่ง ของร่างกาย เพราะเป็นข้อที่หมุนได้รอบตัวมากที่สุด และอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อและเอ็นยึดจำนวนมาก ความแข็งแรงของข้อ ขึ้นกับความแข็งแรงของเอ็นและกล้ามเนื้อโดยรอบที่เรียกว่า Rotator cuff

การออกกำลังที่มีการขว้างแขน เช่นเบสบอล ซอฟท์บอล หรือการแกว่งแขนอย่างรุนแรงโดยเฉพาะต้องหมุนแขนขึ้นเหนือหัว ถ้ากระทำบ่อย ๆ สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อข้อไหล่ได้ง่าย หรือแม้กระทั่งถ้าผิดท่า ครั้งเดียวก็อาจเกิดอันตรายได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

  • ค่อย ๆ เริ่มออกกำลัง อย่าเพิ่งหักโหมทันที
  • ค่อย ๆ เพิ่มการออกกำลังอย่างช้า ๆ ถ้าเริ่มเจ็บให้หยุด
  • การออกกำลังที่ป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นข้อไหล่
    • ยกแขนสองข้างขึ้นด้านบนเหยียดให้สุด และเอนตัวไปทางซ้าย และขวา อย่างละ 10-20 วินาที
    • เอามือทั้งสองไขว้หลังจับกันและพยายามยกแขนทั้งสองขึ้นให้สูงเท่าที่จะทำได้ ประมาณ 20 วินาที
    • เอาแขนข้างขวา ยกให้ได้ระดับในแนวราบแล้วพยายามเอื้อมมาจับไหล่อีกข้างให้ได้ไกลที่สุด ประมาณ 10-20 วินาที

ถ้ามีอาการปวดไหล่นานกว่า 10-14 วัน ให้หยุดออกกำลังและพบแพทย์

บอกได้อย่างนึงเลยว่าไหล่หลุดเ็ป็นอะไรที่น่ากลัวจริงๆ ออกกำลังกายกันก็ต้องระวังนะครับ

Posted by: farmmie | มกราคม 13, 2009

หลากจันทร์

คล้ายท้องฟ้าเล่านิทานขานชีวิต
แห่งมิ่งมิตรจันทร์ฉายเฉิดฉายแสง
แต่ละคืนชื่นใจในบทแสดง
บางคืนแจ้งนวลจันทร์อันงามตา

ในบางค่ำจันทร์เสี้ยวเงาเบี้ยวบด
จันทร์ระทดเศร้าระทมลมถั่งบ้า
หลากเมฆจรจนจันทร์อ่อนวิญญาณ์
สลัวหล้าหวาดหวั่นพรั่นทุกใจ

ยังแต่ไม่จบ แต่นึกไม่ออกแล้วไว้มาต่อใหม่

Posted by: farmmie | มกราคม 10, 2009

องค์กรวุฒิภาวะสูง

องค์การ ทั้งหลายไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนควรมีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นตามระยะ เวลาที่ผ่านไป. องค์การที่ก่อตั้งมานานแล้วควรมีวุฒิภาวะสูงและมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นตาม ลำดับ. แต่ดูเหมือนว่าองค์การจำนวนมากไม่ได้เป็นเช่นนี้. องค์การหลายแห่งยิ่งมีอายุมากขึ้นยิ่งทรุดโทรมลงไป. การทำงานเฉื่อยชา, ขาดความกระฉับกระเฉง และ ไม่มีผลงานมากเท่าที่ผู้คนคาดหวัง. ถ้าหากองค์การนั้นเป็นองค์การภาครัฐซึ่งการยุบหน่วยงานทำได้ยาก, รัฐบาลก็มักจะอนุมัติให้ก่อตั้งหน่วยงานในลักษณะเดียวกันขึ้นมาใหม่. มียกเว้นก็เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่รัฐบาลตัดสินใจยุบองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทเอกชนได้แล้ว. แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่สามารถจะแข่งขันต่อไปได้แล้ว, ทางออกทางเดียวก็คือปิดกิจการ

เมื่อ สิบปีเศษมานี้ สถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering Institute หรือ SEI) ในสังกัดมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน, รัฐพิตสเบิร์ก, สหรัฐอเมริกา ได้สร้างต้นแบบสำหรับใช้ปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีวุฒิภาวะความ สามารถสูงขึ้น. ต่อจากนั้น, สถาบัน SEI ก็ได้ปรับปรุงต้นแบบนี้ใหม่ และตั้งชื่อว่า CMMI (Capability Maturity Model Integration), ต้นแบบใหม่นี้สามารถนำไปใช้ทั้งในการพัฒนาซอฟต์แวร์, การพัฒนาระบบที่ซับซ้อน และ การพัฒนากระบวนการทำงานได้ด้วย. ต้นแบบ CMMI นี้เน้นแนวคิดใหม่ในการสร้างองค์การให้ก้าวหน้าไปสู่ความเป็นองค์การที่มี วุฒิภาวะสูง (High Maturity Organization)

คำ ว่าวุฒิภาวะ (Maturity) หมายความถึงความก้าวหน้าในด้านการปฏิบัติงานจากระดับที่อาจเรียกว่ายังไม่ เป็นโล้เป็นพาย ไปสู่ระดับที่ดีเลิศ. ส่วนคำว่าความสามารถ (Capability) หมายถึงการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดี. องค์การในปัจจุบันจำเป็นต้องมีทั้งความสามารถและทั้งวุฒิภาวะที่สูงขึ้น. ลำพังมีความสามารถอย่างเดียวแต่ไม่มีวุฒิภาวะสูงขึ้น, องค์การจะไม่สามารถเติบโตและแข่งขันในอนาคตได้. ในทางกลับกัน, องค์การไม่สามารถมีวุฒิภาวะสูงขึ้นได้ ถ้าหากการปฏิบัติงานขององค์การไม่มีความสามารถมากพอ

ต้น แบบ CMMI มีส่วนประกอบสามส่วน คือ รายละเอียดหัวข้อปฏิบัติเพื่อก้าวไปสู่องค์การที่มีวุฒิภาวะสูง, รายละเอียดสำหรับการประเมินองค์การว่ามีวุฒิภาวะระดับใด, และ หัวข้อสำหรับการฝึกอบรม. อีกนัยหนึ่ง, ต้นแบบ CMMI มี องค์ประกอบครบถ้วนสำหรับให้องค์การนำไปใช้ในการพัฒนาและประเมินตนเอง

ตาม หลักการของ CMMI แล้ว, องค์การที่มีวุฒิภาวะสูงจะต้องมีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐาน. ยกตัวอย่างเช่น องค์การที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ ต้องกำหนดกระบวนการมาตรฐานในการพัฒนาซอฟต์แวร์, บริษัทอุตสาหกรรมต้องกำหนดกระบวนการผลิตที่เป็นมาตรฐาน, หรือ ศูนย์สารสนเทศ ก็ต้องกำหนดกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐาน. นอกจากกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจหลักขององค์การแล้ว, ต้นแบบ CMMI v 1.2 ซึ่งเพิ่งประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2549 นี้ ยังกำหนดให้ต้องมีกระบวนการสำคัญอีก 22 กระบวนการด้วย. กระบวนการที่กำหนดให้ต้องมีนั้นเป็นตัวเสริมให้การดำเนินงานขององค์การเป็น ไปอย่างราบรื่น. ตัวอย่างของกระบวนการเหล่านี้ได้แก่: กระบวนการวางแผน, กระบวนการจัดการความเสี่ยง, กระบวนการประกันคุณภาพ, กระบวนการพัฒนากระบวนการทำงานมาตรฐาน, กระบวนการวัดและวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน. ในบทความนี้จะไม่กล่าวถึงกระบวนการเหล่านี้ เพราะมีเนื้อหากว้างขวางมาก. แต่จะกล่าวถึงหัวข้อการปฏิบัติสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งต้นแบบ CMMI ได้กำหนดให้ทุกองค์การต้องทำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

sei.cmu.edu (English)

Posted by: farmmie | มกราคม 8, 2009

จำๆๆๆ

เริ่มต้นชั่วโมงอ.ธงชัยเริ่มต้นที่การให้ลองทำ pre testโดยการจำ ของ 15 ชิ้น ซึ่งการอ่านชื่อของแต่ละชิ้นจะห่างกันประมาณ 10 วินาที  แล้วหลังจากนั้นให้เราลองเขียนให้ถูกต้องตามลำดับซึ่งผมเองทำได้แย่มาก หลังจากทำ pre test แล้ว อ.ธงชัยก็เริ่มสอน เทคนิกการจำซึ่ง ประกอบด้วย 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกเรียกว่าการจำแบบตะขอ หรือ hook ส่วนแบบที่สองคือการจำแบบ journey method

1. การจำแบบตะขอหรือ hook

หลักการคือ การจำเราจะจำเชื่อมโยงสิ่งของที่เราต้องการจำกับสัญลักษณ์ที่แทนเลขตามลำดับ ซึ่งสัญลักษณ์ที่แทนตัวเลขต่างๆ1-15 เป็นดังนี้

1 แทน ต้นไม้ (ลำต้นตรงๆเหมือนก้านเลขหนึ่ง)
2 แทน นก (หงส์ก็ได้)
3 แทน ปิรามิด (มีรูปสามเหลี่ยมอยู่ด้วยเสมอ)
4 แทน รถยนต์ (มีสี้ล้อไง)
5 แทน ปลาดาว (มีห้าแฉกอ่ะ)
6 แทน ปืน (บรรจุกระสุนได้หกนัด)
7 แทนด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น
8 แทนด้วย ตุ๊กตาหิมะ
9 แทนด้วย แมว (มีเ้ก้าชีึวิต)
10 แทนด้วย ถุงมือ (มีสิบนิ้ว)
11 แทนด้วย ตะเกียบ
12 แทนด้วย ไข่ไก่ (ซื้อทีซื้อเป็นโหลง่ะ)
13 แทนด้วย ลิฟต์
14 แทนด้วย ดอกกุหลาบ (วาเลนไทน์จ้า)
15 แทนด้วย ปฏิทิน (หวยออก)

2. การจำแบบ journey method

เราจะนำสิ่งของที่เราต้องการ จำนำไปเชื่อมโยงกับสถานที่ต่างๆที่เราคุ้นเคย ตามลำดับ

ซึ่งอ.ธงชัยได้บอกไว้ว่านักจำแชมป์โลกส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ในการจำ

หลังจากนั้นอ.ธงชัยก็ให้ทำการทดสอบ กับของ15 ชิ้นเพื่อเป็นการทดสอบหลังเรียน

ผลปรากฎว่าผมสามารถจำสิ่งของได้15ชิ้นถูกต้องตามลำดับอย่างไม่น่าเชื่อ..

ส่วนที่2 คือส่วนของพี่ป๋วย พี่ป๋วยได้สอน2หัวข้อในคาบนี้เช่นเดียวกัน

เรื่องแรกคือการจำเบอร์โทรศัพท์

ซึ่งมีเทคนิกในการจำโดยอาศัยตารางดังต่อไปนี้

0 แทนด้วย อ
1 แทนด้วย ว ร
2 แทนด้วย ข ช
3 แทนด้วยตัวมีหยัก เช่น ต ผ ฝ พ
4 แทนด้วย ส ษ ศ
5 แทนด้วย บ (เนื่องจาก 5=เบญจ)
6 แทนด้วย ห
7 แทนด้วย จ
8 แทนด้วย ป
9 แทนด้วย ก

หลังจากนั้นเราจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ของคนที่เราต้องการจำให้กลายเป็นข้อความสั้นๆที่ง่ายต่อการจำ

จริงๆมีอีกเรื่องที่พี่ป๋วยสอนคือการจำหน้าคน แต่ผมต้องรีบไปซ้อมหลีดก่อน (สายโดนทำโทษ) เลยต้องขออนุญาตอาจารย์ออกมาก่อน

เสียดายอยู่เหมือนกัน

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่